ชีวิตที่ประตูมรณะ
แพทย์อาสาสมัครฝรั่งบรรยายถึงประสบการณ์ในการทำงานกับคนที่สังคมทอดทิ้ง
และสิ่งที่พบเห็นในสถานพยาบาลผู้ป่วยโรคเอดส์ขั้นสุดท้าย
โดย Yves
Wery, M.D.
ในประเทศไทยมีสถานที่สุดสยองอยู่แห่งหนึ่ง
ณ ที่นี้ ผมติดตามการเดินทางสู่ความตายของคนไทยกว่า
1,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่อายุไม่ถึง
35 ปี หลังสังเกตความเป็นไปอยู่นานสองปี
ผมก็ตกหลุมรักวัฒนธรรมไทยมากยิ่งกว่าเดิม
และอยากจะเป็นคนไทยมากกว่าเป็น
“ฝรั่ง” อย่างที่ผมเป็นอยู่นี้หลายพันเท่า
คุณอาจไม่เชื่อในสิ่งที่ผมเล่า
และบางคนอาจหาว่าผมพูดเกินความจริง
ลองแวะไปดูที่เว็บไซต์
www.aids-hospice.com
แล้วคุณคงเห็นด้วยแน่ว่าคำพูดของผมไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ
ขณะดูภาพในเว็บไซต์
พึงระลึกไว้ด้วยว่าภาพทั้งหมดที่เห็นใช้เวลารวบรวมเพียงสองสามเดือน
แพทย์ทุกคนคงยืนยันกับคุณได้ว่า
ภาพเหล่านี้นอกจากจะบอกกล่าวเรื่องโรคเอดส์แล้ว
ยังแสดงให้เห็นถึง
“สภาพการลอยแพทางการแพทย์”
ด้วย วัดพระบาทน้ำพุ
เป็นสถานพยาบาลขั้นสุดท้ายสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์และเป็นวัดในขณะเดียวกัน
สถานที่แห่งนี้ออกจะแลดูคล้ายค่ายพักแรมวันหยุด
จนกระทั่งสายตาคุณสะดุดปล่องไฟซึ่งจะทำให้นึกถึงอย่างอื่น
คุณจะหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงทันทีที่ได้ยินเสียงจากลำโพงบอกให้
“นายสมบูรณ์มาที่เมรุหมายเลข
7” คนไข้ที่นี่ได้รับการดูแลแค่ขั้นพื้นฐาน
บางคนสิ้นใจวันที่มาถึง
บางคนอยู่รอดมาได้หนึ่งปีหรือกว่านั้น
คนที่ยังกิน
พูดและทำงานได้
จะมีที่พักให้อยู่ฟรีเป็นเรือนพักเล็กๆที่เรียงรายอยู่รอบ
“เรือนแห่งความทรมาน”
ซึ่งตั้งอยู่สองหลังสำหรับผู้ป่วยอาการหนัก
นอกจากนี้ วัดพระบาทน้ำพุยังเป็นศูนย์ข่าวสารเพื่อการศึกษาโรคเอดส์
ทุกปีจะมีนักเรียนนักศึกษา
ทหารและผู้ใจบุญบริจาคเงินนับพันแวะเวียนมาดูผู้ป่วยตามเรือนคนไข้
และกลับไปพร้อมใจหดหู่ที่ได้เห็นภาพความหายนะของคนไทยร่วมสมัยจากโรคร้ายนี้
อาชญากรรม ชายหนุ่มค่อนข้างขี้อายและอ่อนโยนมาถึงเราในสภาพอ่อนแอมาก
เขาเข้าไปอยู่ในเรือนแห่งความทรมานเพียงสองสามวันก็ออกมาได้
แต่ผอมเหลือหนังหุ้มกระดูกจนไม่อาจคิดถึงชีวิตข้างหน้า
เขาทำได้เพียงรอคอยวันสุดท้ายที่จะมาถึง
บางครั้งก็ขโมยเงินจากคนไข้ขี้หลงขี้ลืมคนหนึ่งเพื่อไปซื้อน้ำอัดลมมาดื่ม
แต่แล้วก็ถูกจับได้
ความกลัวว่าจะถูกไล่ออกจาก
"หมู่บ้านแห่งมรณะ"
ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเดินขึ้นไปบนชั้นสามของตึกแล้วกระโดดลงมาหัวปักพื้นคอนกรีตและเสียชีวิตสองชั่วโมงให้หลัง
ตอนที่ผมเข้าไปพยุงศีรษะเขาขึ้นมา
สมองยังเต้นตุบๆอยู่เลย
อย่าบอกผมเลยนะครับว่า
ผู้ดูแลสถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะเข้มงวดมากเกินไป
คุณคงไม่ทราบหรอกว่าการดูแลชุมชนที่มีแต่คนถูกสาปให้ตายอาศัยอยู่นั้นเป็นอย่างไร
การดูแลผู้หญิงค่อนข้างง่าย
แต่พวกผู้ชายต่างกันมาก
"ผู้อยู่อาศัย"
บางคนเคยติดยา
บ้างก็เป็นอันธพาลที่คอยข่มขู่กรรโชกเงินจากคนไข้ที่เป็นอัมพาต
เรามีคนติดเชื้อเอชไอวีจากทุกสาขาอาชีพ
คนใกล้ตัว ครอบครัวต่างๆนำลูกชายหรือลูกสาวมาทิ้งไว้ที่สถานพยาบาลขั้นสุดท้าย
เหมือนคนนำตู้เย็นเก่าออกมาขายทิ้งให้พ่อค้าเศษเหล็ก
บางครั้งมีคนนำแม่มาทิ้งไว้
ทั้งที่ผู้เป็นแม่ก็ไม่เข้าใจว่า
โรคร้ายนี้ทำลายชีวิตเธออย่างกะทันหันได้อย่างไร
ครอบครัวเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่เคยย้อนกลับมาร่วมพิธีศพด้วยซ้ำ
ผมรู้สึกเห็นใจผู้หญิงที่มาเสียชีวิตที่สถานพยาบาลของเรา
พวกเธอส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรเกินเลยหรือนอกใจสามี
แต่ต้องตายเพราะไว้ใจสามีผู้ซึ่งไม่สมควรได้รับความไว้วางใจแม้แต่น้อย
คนไข้บางคนเลือกมาที่นี่แม้จะไม่ได้เป็นที่รังเกียจของโรงพยาบาลหรือคนในครอบครัว
ชายคนหนึ่งเป็นเรื้อนกวางซึ่งไม่ใช่โรคติดต่อ
และครอบครัวก็พร้อมจะดูแลเขา
แม้แต่โรงพยาบาลในจังหวัดก็พร้อมจะให้การรักษา
แต่เขาเลือกที่จะมาวัดพระบาทน้ำพุเพราะชาวบ้านรังเกียจสภาพผิวหนังไม่น่าดูและคิดว่าเขาเป็นเอดส์
ซ้ำร้ายลูกค้าก็ไม่กล้าเข้าไปอุดหนุนร้านอาหารของครอบครัวเขาอีกเลย
คนไข้ทารก
เคยมีคนนำเด็กอายุ
15 เดือนมาที่สถานพยาบาล
เด็กหนักแค่ห้ากิโลกรัม
เนื้อตัวเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกและเอ็น
คาดกันว่าหนูน้อยคงอยู่ได้ไม่ถึงสองสัปดาห์
เด็กไม่มีแรงแม้จะดูดนม
แถมถ่ายออกมาเป็นเลือด
ผิวหนังที่แห้งเหี่ยวย่นทำให้เราเชื่อว่า
ตับและไตของเธออาจเป็นแค่ก้อนเนื้อแห้งผาก
มีคนจีนอาสาจะบริจาคโลงศพเล็กๆน่ารักให้
แล้วก็เอามาวางทิ้งไว้ที่ประตู
เธอยื้อยุดกับความตายอยู่นานจนในที่สุดเราก็ตระหนักว่า
อาการเจ็บป่วยของหนูน้อยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอดส์แต่อย่างใด
ร่างกายเธอเพียงแต่ดูดซึมน้ำนม
ไม่ได้ตามปกติ
ผมจึงสั่งห้ามให้นมปกติ
จากนั้นปาฏิหารย์ก็เกิดขึ้น
น้ำหนักของเธอเพิ่มขึ้นทุกวัน
ต่อมา
เราเกรงว่าเชื้อโรคที่สั่งสมอยู่ในเรือนคนไข้จะแพร่เข้าตัวเธอ
จึงจำเป็นต้องให้เธอออกจากสถานพยาบาลหากต้องการเห็นเธออยู่ในสภาพแข็งแรงเช่นปัจจุบัน
แต่จะให้เธอไปอยู่ที่ไหนเล่า
เราสอบถามหลายแห่งจนไปถึงชาวเยอรมันคนหนึ่ง
ซึ่งทำงานช่วยเหลือเด็กติดเชื้อเอชไอวี
พอตกลงกันได้
ทารกน้อยก็จากพวกเราไปอยู่ในความดูแลของเขา
แล้ววันเดียวกันก็
มีทารกอีกคนเข้ามาอยู่กับเราในเรือนคนไข้
งานของเราเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
จิตศรัทธา
ผู้บริจาคปัจจัยก้อนใหญ่จะไม่เข้ามายุ่งกับการบริหารงานของเรา
และไม่ข้องเกี่ยวแม้แต่หลักการและรูปลักษณ์ของสถานที่
นักธุรกิจเยอรมันคนหนึ่งมาพบเจ้าอาวาสที่วัด
และเสนอตัวจะดูแลเด็กที่เข้ามาอยู่ในสถานพยาบาล
เขาไม่ต้องการสิ่งตอบแทนใดๆนอกจากคำอนุญาตที่จะสร้างบ้านพักให้เด็กๆ
รวมทั้งเลือกคนงาน
และจัดระบบวิธีจ่ายยา
โครงการของเขาดำเนินไปด้วยดี
เด็กๆมีความสุขและตายน้อยลง
ตลอดจนได้รับยารักษาเอชไอวีคุณภาพดีที่สุด
โดยผู้บริจาครายนี้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ความเอื้อเฟื้อของคนไทยเป็นสิ่งที่ควรพูดถึงเช่นกัน
ผมเคยเดินทางไปประเทศต่างๆมาแล้วกว่า
30 ประเทศ และยังคงเชื่อว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่โอบอ้อมอารีที่สุด
อย่างไรก็ดี
ความโอบอ้อมอารีที่มอบให้จะต้องมีคนเห็นหรือรับรู้
ผู้บริจาคที่มาวัดพระบาทน้ำพุจะแสดงตัวเอง
พร้อมกับถ่ายภาพมากมายตอนมอบเงินบริจาค
และถ้าผู้บริจาคเป็นคนกว้างขวาง
ก็จะมีช่างภาพโทรทัศน์มาด้วย
แตะตัวฉันหน่อย
ผมไปยืนข้างๆเตียงคนไข้และถามเขาว่าต้องการอะไรบ้างไหม
เขาตอบว่า “แตะตัวผมหน่อย”
ผมจึงแตะตัวเขา
ดวงตาของเขามีน้ำตาคลอเบ้า
ผมแวะไปที่เตียงคนไข้หญิงชราคนหนึ่งเพื่อตรวจดูมือทั้งสองข้าง
เธอร้องไห้และพูดว่า
“คุณกล้าแตะตัวฉันหรือคะ
คุณหมอ” ตอนนี้ผมแตะตัวคนไข้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยฝ่ามือทั้งสองโดยไม่ใช้ถุงมือ
ยกเว้นในกรณี่จำเป็น
แค่เดินเข้าไปในเรือนคนไข้ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยโดยยังไม่ต้องลงมือทำงานอะไรเลย
พยาบาลผู้อดทน
ทีมงานของเราประกอบด้วยผู้ช่วยพยาบาลสิบคน
ซึ่งช่วยกันดูแลคนไข้ใกล้ตาย
70 คน พยาบาลทุกคนต่างเหนื่อยเหน็ด
แทบทุกคนทำงานวันละ
12 ชั่วโมงโดยไม่มีสวัสดิการใดๆ
และมีวันหยุดสัปดาห์ละหนึ่งวันเท่านั้น
ถ้าผมยกเรื่องนี้มาพูด
พวกเขาจะบอกว่า
ทำงานน้อยกว่านี้ก็คงไม่ได้
เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน
เด็กสาวคนหนึ่งต้องหาเงินจุนเจือครอบครัว
อีกคนต้องการเรียนสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับงาน
คนที่สามคิดถึงเรื่องลูกที่จะมีในอนาคต
เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาคนบริจาครูปแบบใหม่
ซึ่งจะต้องปฏิบัติภารกิจโดยไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่คำขอบคุณ
และจะทำงานปิดทองหลังพระ
ภารกิจที่ว่าก็คือจัดหาและว่าจ้างทีมงานผู้ช่วยพยาบาลเพิ่มอีกสิบคน
จ่ายให้คนละ
6,500 บาทต่อเดือนสำหรับการทำงานสัปดาห์ละ
40 ชั่วโมง
แล้วแพทย์เล่า
สถานพยาบาลไม่ใช่โรงพยาบาล
ด้วยเหตุนี้วัดพระบาทน้ำพุจึงไม่มีห้องปฏิบัติการ
เครื่องเอกซเรย์
หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
หรือแม้แต่ยาที่จำเป็นอย่างมอร์ฟีนก็ไม่มี
แต่ก็มีคนไข้หลายคนที่ไม่อยู่ในข่าย
"ผู้ป่วยใกล้ตาย"
มาหาเรา ผมจะไม่ยอมดูแลรักษาผู้ที่ยังเดินได้
จึงบอกคนไข้เหล่านี้ให้ไปรักษาตัวที่อื่นซึ่งเหมาะสมกว่า
และโรงพยาบาลก็รับคนไข้บางคนเข้ารักษา
ส่วนคนไข้ที่ยังอยู่กับเรา
ผมก็ต้องรักษาด้วยยาที่สรรหาขึ้นเอง
ผมไม่ใช้หมอที่เก่งกาจสำหรับงานประเภทนี้เสียด้วย
และผมก็รู้ตัวดีว่าไม่ใช่หมอที่ดีพอจะให้คนไข้ยอมรับนับถือ
แต่ในเมื่อยังมีคนมาหาผมเรื่อยๆเพราะโรงพยาบาลไม่ยอมรับ
พวกเขาก็คงต้องพอใจกับผมไปก่อน
หากพูดอย่างเป็นทางการ
ที่นี่ไม่มีแพทย์
หากไม่เป็นทางการก็มีผมคนเดียวที่เป็นแพทย์
แต่ผมซึ่งเป็นคนรับใช้ของผู้ป่วยทั้งหลายค่อนข้างจะอ่อนแอในระยะหลัง
โดยเริ่มจากติดเชื้อวัณโรค
แล้วเป็นโรคซึมเศร้าตามมา
ตอนนี้จึงทำงานได้เพียงวันละสองสามชั่วโมง
นั่นสิครับ ฝรั่งไม่แข็งแรงเหมือนคนไทยเลย
ปัญหาก็คือแพทย์ทั่วไปจะไม่ยอมทำงานในที่ซึ่งไม่มีห้องปฏิบัติการและเครื่องเอกซเรย์
ทั้งนี้เพราะความผิดพลาดทางการรักษาย่อมส่งผลให้คนไข้ตายเกือบทุกราย
การเสี่ยงทางการแพทย์กับชีวิตคนไข้ทุกๆวันเป็นเรื่องสุดสยองอย่างยิ่ง
มีคนไข้รายหนึ่งมาที่สถานพยาบาลด้วยอาการสำลักหายใจไม่ออก
และโรงพยาบาลในจังหวัดของเขาก็ไม่รักษาให้
ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นโรคพีซีพีหรือโรคปอดบวมกันแน่
เขามีอาการปวดหัวรุนแรงและทรมานมาก
หรือว่าเป็นโทโซ
หรืออาจจะคริปโต
ไม่มีใครอยากรักษาผิดพลาด
หากรู้ว่าคนไข้อาจอยู่รอดได้อีกปีถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้อง
และไม่ต้องเสียเงินค่ารักษามากมายด้วย
ความไม่สะดวกที่สำคัญอีกเรื่องสำหรับแพทย์ที่นี่คือ
คนไข้ทุกคนมีแนวโน้มจะต้องตาย
ในสมรภูมิแบบนี้
ผู้ที่กล้ารักษาคนไข้จะมีโอกาสแพ้มากกว่าชนะ
น้ำตาและเสียงหัวเราะ
ขณะตรวจอาการคนไข้รายหนึ่ง
ผมมองข้ามไปดูชายอีกคนซึ่งกำลังจะสิ้นลม
มีคนอยู่ข้างเตียงเขาสามคน
เป็นอาสาสมัครชาวฝรั่งเศส
อาสาสมัครชาวญี่ปุ่นและเจ้าหน้าที่ฝึกหัดชาวไทยที่เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นวันแรก
เมื่อใกล้ถึงวินาทีที่คนไข้จะสิ้นใจ
อาสาสมัครหญิงชาวญี่ปุ่นร้องไห้ซับน้ำตาด้วยผ้าเช็ดหน้า
อาสาสมัครชาวฝรั่งเศสพยายามสะกดกลั้นน้ำตา
ส่วนคนไทยเริ่มเล่าเรื่องขำขัน
อีกกรณีหนึ่ง
แขกชาวตะวันตกขอให้ผมไปดูอาการซึมเศร้าของคนไข้รายหนึ่งซึ่งกำลังร้องไห้
ผมพูดกับคนไข้จนเขาเริ่มพูดอีกครั้ง
จากนั้นก็ร้องไห้อีก
โดยนิสัยผมเป็นคนใจแข็ง
เลยชวนคุยได้ไม่นานก็เบื่อ
แล้วก็เดินหนีไปโดยอ้างว่าต้องไปดูอาการคนไข้อีกราย
แขกชาวตะวันตกอีกคนแวะมาหา
และคนไข้รายนี้ก็ร้องไห้อีก
สุดท้าย ผู้ช่วยพยาบาลชาวไทยที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดเดินไปยืนข้างเตียงของเขา
และสามารถทำให้เขาหัวเราะได้ในที่สุด
ครั้งหนึ่งมีเสียงดังมาจากเครื่องวิทยุที่ตั้งอยู่กลางเรือนคนไข้…
“Happy Birthday to you!” คนไข้รายหนึ่งซึ่ง
พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง
ตะโกนร้องเพลงเป็นภาษาอังกฤษว่า
“Happy dead day to you!" คนไข้คนอื่นๆ
ร่วมร้องประสานเสียง
และทุกคนก็หัวเราะเสียงดัง
ความลึกลับของวัฒนธรรมไทยยังคงมีเสน่ห์ตรึงใจผมอยู่เสมอ
เกี่ยวกับผู้เขียน:
Yves Wery, M.D. เป็นอาสาสมัครอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ
จังหวัดลพบุรีมานานกว่าสองปี